การดูแลรถที่ต้องจอดกลางแจ้งเป็นประจำ

การดูแลรถที่ต้องจอดกลางแจ้งเป็นประจำ

credit:http://www.carszana.com

 

 การดูแลรถที่ต้องจอดกลางแจ้งเป็นประจำ

เวลาที่เราใช้รถยนต์ออกไปนอกบ้าน ส่วนมากมักเจอปัญหาในเรื่องการหาที่จอดที่อยู่ในร่มไม่ค่อยได้ แม้แต่การไปจอดรถในห้างสรรพสินค้า ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเราจะได้จอดในร่ม หรือภายในอาคาร บ่อยครั้งที่เราต้องเอารถไปจอดไว้กลางแจ้ง ยิ่งเป็นคนที่ต้องขับรถไปทำงาน ส่วนมาก ที่จอดรถจะเป็นลานกลางแจ้งเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเชื่อทุกคนทราบดี ว่าการจอดรถกลางแจ้งทำให้รถของเราต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ อย่างไม่สิ่งปกปิด ทำให้เกิดปัญหาได้ง่าย

ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จากการจอดรถกลางแจ้งก็เช่น สีของรถเกิดการซีดจางอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการทำลายของรังสีที่มาพร้อมกับแสงของดวงอาทิตย์ ปัญหาเรื่องฝุ่นผงสิ่งสกปรกที่มีทั่วไปในอากาศ หากจอดข้ามคืนก็จะเจอปัญหาน้ำค้าง ฤดูฝนแน่นอนว่าเจอฝนตกรถเกิดความชื้น และยังมีความชื้นของน้ำที่ระเหยหรือย้อยลงไปด้านล่าง รวมไปถึงเรื่องของมูลนกที่สามารถเปรอะเปื้อนรถของเราและสามารถทิ้งรอยคราบเป็นด่างเป็นดวง เพราะมันทำลายชั้นสีของรถให้เสียหายได้ และยังมีเรื่องความเสียหายของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถที่เกิดจากสภาพอากาศร้อนและอบอยู่ภายในเป็นเวลานาน ดังนั้นเราต้องหาทางแก้ไขเพื่อลดปัญหา

วิธีดูแลรถที่ต้องจอดกลางแจ้งเป็นประจำ

  1.    1. ทำการเคลือบสีรถเพิ่มเป็นพิเศษ เรื่องนี้ช่วยได้ในการถนอมสีของรถ ป้องกันไม่ให้มันซีดจางเร็ว อาจเป็นการขัดเคลือบแว็กซ์พิเศษที่มีสารป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ หรือการทำเคลือบด้วยสารพิเศษแบบที่เขาเรียกว่าเคลือบแก้ว ที่มีชั้นฟิล์มเพิ่มขึ้นปกป้องชั้นสีแท้ไว้ด้านล่าง สามารถช่วยลดความรุนแรงของแสงแดดในการทำลายได้   
  2.    2. หาซื้อเต็นท์พับแบบพกพาติดรถ อันนี้มีขายแล้วในปัจจุบัน แต่ต้องเลือกที่จอดที่มีความกว้างขวางพอประมาณ เพราะมันออกจะดูเกะกะไปสักนิด และปัญหาอีกอย่างก็คือ หากวันไหนมีลมพัดแรง เต็นท์ของเรามีโอกาสปลิวไปตามแรงลม ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาหากเต็นท์จองเราไปทำความเสียหายให้รถหรือทรัพย์สินของคนอื่น แต่วิธีนี้กันแดดได้ดีเกือบเท่าการได้เอาไปจอดในร่ม3.  ใช้ผ้าคลุมรถแบบสะท้อนแสง เรื่องนี้ก็น่าสนใจมาก แต่ต้องระวังสักหน่อยเวลาใช้งาน เพราะมันอาจก่อให้เกิดรอยขีดข่วนที่รถของเราได้จากเศษฝุ่นเศษทรายที่ติดรถ ต้องทำอย่างเบามือ

    3 วิธีนี้สามารถช่วยเราได้ในกรณีที่ต้องจอดรถตากแดดเป็นประจำ แต่หากว่าเป็นไปได้ก็ลองเปลี่ยนไปใช้รถสาธารณะบ้างในบางวัน เป็นการชะลอและลดความเสียหายของรถจากการขอดกลางแจ้งได้อีกอย่างหนึ่ง

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง

credit:http://www.carszana.com

 

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง

ในการใช้รถยนต์นั้น เรื่องที่ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำมีอยู่หลายอย่าง แต่เรื่องหนึ่งที่มีการแนะนำว่าควรทำเป็นประจำทุกวันก่อนใช้รถก็คือ น้ำมันเครื่อง เนื่องจากเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเครื่องยนต์ หากไม่มีน้ำมันเครื่อง หรือมันเหลือน้อยเกินไป เครื่องยนต์จะเกิดความร้อนและอาจจะติดขัดเสียหายได้ง่าย และอาจเกิดการรั่วซึมของน้ำมันเครื่องได้ในการใช้งาน หากเผลอไม่ตรวจสอบเครื่องยนต์พังเอาง่ายๆ จึงมีการตรวจกันเสมอ ซึ่งโดยทั่วไปทุกคนที่ใช้รถก็จะทำกันอยู่แล้ว เพราะมันก็ดูเป็นเรื่องที่ง่าย แค่เปิดฝากระโปรงและดึงเหล็กก้านที่ใช้วัดระดับน้ำมันออกมาดู แต่… ในการตรวจสอบที่ถูกต้องมันไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น ! หากใครคิดว่าการตรวจน้ำมันเครื่อง คือ การที่ตอนเช้าเปิดฝากระโปรงเสร็จแล้วดึงเหล็กออกมาดูระดับน้ำมันก่อนติดเครื่องเท่านั้นล่ะก็…. โปรดทราบว่านั่นเป็นวิธีที่ผิดๆ!!!!

 

การตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องก็คือ…

  1.    1. ต้องติดเครื่องทิ้งไว้สักครู่แล้วค่อยดึงเอาเหล็กวัดระดับน้ำมันเครื่องขึ้นมาดู ! เรื่องนี้เจอการทำผิดเป็นประจำ เพราะหลายคนคิดว่า หากอยากรู้ระดับน้ำมัน ควรดึงออกมาตอนที่ไม่ติดเครื่อง ยิ่งเป็นตอนเช้าที่ยังไม่ได้ใช้ น้ำมันนอนนิ่งในเครื่องทำให้เห็นระดับน้ำมันจริงๆ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เราควรมีการติดเครื่องยนต์เสียก่อนทิ้งไว้สักครู่ แล้วปิดเครื่อง จากนั้นรออีกประมาณ 3 – 5 นาที ค่อยตรวจสอบ การทำแบบนี้ทำให้เราทราบระดับของน้ำมันเครื่องในช่วงที่เครื่องทำงานจริง มีการส่งน้ำมันไปยังส่วนต่างๆ ของเครื่องแล้วว่ามันเหลืออยู่เท่าไหร่

 

  1.   2.  การดูปริมาณน้ำมันที่ก้านวัดให้ทำ 3 ครั้ง ไม่ใช่ดึงขึ้นมาดูครั้งเดียวจบ ! เรื่องนี้ก็พบการทำผิดเสมอ หลังจากเราทำตามข้อ 1 แล้ว ให้ดึงเหล็กขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดเป็นครั้งที่ 1 จากนั้นจุ่มลงไปเอาขึ้นมาตรวจสอบเป็นครั้งที่ 2 และ เอาลงไปจุ่มแล้วดึงขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ดูระดับน้ำมันทั้งสองครั้งหลัง เพื่อความแน่นอนว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอ

 

  1.    3. นอกจากปริมาณน้ำมันแล้วยังต้องดูความหนืดและสีของน้ำมันเครื่องด้วย เรื่องนี้ส่วนมากไม่ได้ทำ จะดูแต่ระดับความสูงอย่างเดียว และไปเปลี่ยนตามระยะเวลา แต่ในความเป็นจริง เราควรดูสีและความหนืดของน้ำมันเครื่องด้วย น้ำมันเครื่องที่มีสีเข้มแสดงว่ามีเขม่าปนเปื้อนมาก และหากมีความหนืดน้อยแปลว่าน้ำมันเสื่อมสภาพในการหล่อลื่นแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้นาน ก็จะทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็ว และระบายความร้อนได้ต่ำ ควรเปลี่ยนและควรมีการเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องด้วย

 

นี่เป็นวิธีการตรวจสอบน้ำมันเครื่องที่ถูกต้องที่เราควรทำเป็นประจำทุกวันก่อนที่จะใช้รถออกไปนอกบ้าน

การดูแลภายในของรถยนต์

การดูแลภายในของรถยนต์

credit:http://www.carszana.com

 

 การดูแลภายในของรถยนต์

เวลาที่เราใช้งานรถ ส่วนมากจะเน้นไปที่การดูแลสภาพของเครื่องยนต์และสภาพภายนอกเป็นหลัก เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องของการใช้งาน และความสวยงามที่อวดโฉมปรากฏต่อสายตาของคนอื่น และเป็นจริงหรือไม่ว่า รถบางครั้งข้างนอกสะอาดเอี่ยมมาก แต่ภายในมีสภาพเหมือนโกดังเก็บของ แถมยังมีกลิ่นเหม็น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าสบายใจเอาเสียเลย และ… มันยังมีผลต่อสุขภาพของเราที่เป็นผู้ใช้งานรถอีกด้วย ดังนั้นเราต้องดูแลสภาพภายในรถให้ดูดีและพร้อมใช้งานเสมอ

สิ่งที่เราควรดูแลในเรื่องสภาพด้านในของรถก็เช่น…

  1.     1.  ทำความสะอาดและเก็บเศษขยะในรถเป็นประจำ ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาดเสมอ การทำแบบนี้เป็นการช่วยให้ปริมาณฝุ่นในรถ เมื่อฝุ่นลดลงภายในก็ดูสะอาด และยังดีต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจของเราด้วย อย่างน้อยควรทำอาทิตย์ละครั้ง อย่าทิ้งไว้นานๆ ค่อนทำที เพราะเราต้องใช้รถทุกวัน ก็สูดเอาฝุ่นและไรฝุ่นทุกวัน ไม่ดีต่อสุขภาพ

  1.    2.  สิ่งที่ไม่จำเป็นควรเอาออกจากรถให้หมด เพราะมันทำให้รถดูรกเปล่าๆ แถมยังเป็นที่สะสมของฝุ่นอีกด้วย นอกจากนี้มันยังเพิ่มน้ำหนักของรถโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง แถมยังเกะกะทำให้ พื้นที่ใช้งานภายในรถของราลดลงอีกต่างหาก

  1.     3. ซักเบาะและพรมบ้าง เบาะและพรมรถ เป็นส่วนที่มีฝุ่นและสิ่งสกปรกฝั่งอยู่ได้ง่าย เป็นแหละสะสมเชื้อโรคและเชื้อรา หากเราไม่ทำความสะอาดนานๆ มันจะเกิดรอยคราบที่ทำให้รถดูสกปรก การซักเบาะฟอกพรม เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้รถดูสะอาดและดีต่อสุขภาพ

  1.    4.  พยายามอย่าทานอาหารหรือเครื่องดื่มในรถ เพราะมันเสี่ยงที่จะทำให้เกิดรอยคราบสกปรกในรถได้อย่างง่ายดาย ยิ่งหากเป็นอาหารที่มีน้ำมัน หรือ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล มันจะทำให้เกิดคราบแน่น ทำความสะอาดยาก การไม่ทานอะไรบานรถทำให้เราตัดปัญหาความสกปรกที่ทำความสะอาดยากออกไปได้

  1.   5.   ไม่สูบบุหรี่ หรือ ใส่น้ำหอมปรับอากาศในรถ เนื่องจากมันจะทำให้เกิดไอระเหยและควัน ที่สามารถทำให้เกิดคราบภายในรถ และยังรบกวนระบบเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ด้วย

  1.    6.  ระวังเรื่องการใช้สารเคมีทำความสะอาดภายในรถ เนื่องจากสารทำความสะอาดหลายชนิดมีฤทธิ์ในการกัดกร่อนและทำลายพื้นผิว หากใช้บ่อยๆ ประกอบกับรถต้องใช้กลางแจ้ง มันจะทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกหรือยางเกิดการแห้งกรอบ หรือสีซีดเสียหายได้เร็วยิ่งขึ้น ต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม

ทำได้ดังนี้ ภายในรถของเราก็จะสะอาด เวลาใช้งานก็สบายใจและดีต่อสุขภาพ และดีต่อการใช้งานอีกด้วย

รถมือสอง ทำเคลือบแก้วแล้วคุ้มไหม

รถมือสอง ทำเคลือบแก้วแล้วคุ้มไหม

credit:http://www.carszana.com

รถมือสอง ทำเคลือบแก้ว แล้วคุ้มไหม

การทำเคลือบแก้ว เป็นอีกเรื่องที่คนรักรถนิยมทำกัน เนื่องจากมันทำให้รถของเราดูสวยขึ้น เป็นมันเงาอยู่ได้นาน แถมยังมีประสิทธิภาพในเรื่องการปกป้องชั้นสีของรถไม่ให้เกิดได้ง่าย เพราะเป็นการสร้างชั้นฟิล์มแข็งและใสขึ้นมาคลุมทับชั้นสีแท้ของรถไว้อีกทีหนึ่ง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในด้านความลื่น สิ่งสกปรกเกาะติดได้ยาก ทำให้สามารถทำความสะอาดรถได้อย่างง่ายดาย คราบไม่ฝังแน่น ไม่ต้องออกแรงขัดถูอะไรมากรถก็สะอาด แต่… อย่างไรก็ตาม มันเป็นบริการที่ค่อนข้างมีราคาอยู่พอสมควร ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระดับราคาของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ และศูนย์บริการที่เราเลือก ซึ่งก็มีราคาในหลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหลายๆ หมื่นบาท ! ซึ่งหากว่าเป็นรถใหม่ที่พึ่งซื้อมาก็ดูจะคุ้มค่า เพราะปกป้องชั้นสีและเพิ่มความสวยของรถให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น แต่ในกรณีที่รถของเราเป็น รถมือสอง บางคนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทำเคลือบแก้วดีไหม เพราะมันมีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่เหมือนกัน…

 

สำหรับเรื่องนี้เรามาคิดถึงในแง่ของความเป็นจริงที่ว่า รถมือสอง นั้น แน่นอนว่ามีรอยขีดข่วนและมีสภาพสีของรถที่ไม่ดีเท่ารถใหม่แน่นอน เพราะผ่านการใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว การทำเคลือบแก้ว อาจจะดูมีราคาเหมือนไม่น่าคุ้มกับ รถมือสอง แต่… มีเหตุผลหลายข้อที่ทำให้การเคลือบแก้ว รถมือสอง มีความคุ้ม และน่าสนใจเป็นอย่างมาก ! ได้แก่…

 

ความแตกต่างของ ยางเรเดียล กับยางธรรมดา คืออะไร

ความแตกต่างของ ยางเรเดียล กับยางธรรมดา คืออะไร

credit:auto.mthai.com

 

 

ยางรถยนต์ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนี้ มีสองประเภทคือ ยางธรรมดา และ ยางเรเดียลซึ่งยางทั้งประเภทนี้ก็จะมีความแตกต่างกันอยู่ ซึ่งนอกจากประเภทของยางแล้วยังจะมีรูปแบบที่ต่างกันอีกนั่นก็คือ แบบมียางใน และไม่มียางใน ส่วนเรื่องที่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไรนั้นลองมาดูกันเลย

  • ยางธรรมดา โครงสร้างจะประกอบไปด้วย ชั้นผ้าใบที่ซ้อนทับกันแบบไขว้ไปมา ซึ่งความแข็งแรงนั้นก็ขึ้นอย่กับจำนวนผ้าใบที่ซ้อนทับกันไปมา โดยข้อดีของยางธรรมดาก็คือ การบังคับทิศทางในการเลี้ยวขณะที่ใช้ความเร็วต่ำได้ง่าย ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลในการขับขี่ ที่สำคัญคือมีราคาถูก ข้อเสียคือ ถ้าหากโดนของมีคมตำ อาจจะทำให้ง่ายต่อการแตกหรือระเบิดสูง

  • ยางเรเดียล นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โครงสร้างจะเป็น ชั้นผ้าใบที่พันรอบยางอีกที ใต้ดอกยางยังมีการเสริมความแข็งแกร่งด้วยแถบใยเหล็ก มีความยืดหยุ่นสูง และแข็งแรง มีการยึดเกาะถนนได้ดีกว่ายางธรรมดา แต่การขับขี่หรือบังอาจจะไม่สบายเท่ายางธรรมดา สังเกตได้จากการสัมผัสบนถนนที่มีพื้นผิวไม่เรียบ และมีราคาแพงกว่ายางธรรมดา

  • ยางแบบใช้ยางใน ยางประเภทนี้จะมีอันตรายอยู่ตรงที่หากเกิดของมีคมทิ่มหรือตำ โอกาสที่ยางระเบิดนั้นมีสูงมากๆ เรียกว่าอาจจะระเบิดในทันทีที่โดนตำเลยก็ว่าได้

  • ยางแบบไม่ใช้ยางใน ยางประเภทนี้จะมีชั้นเนื้อยางที่เรียกว่า Inner Liner อยู่ภายในซึ่งเจ้า Inner Liner จะทำหน้าที่ป้องกันการรั่วซึมของยาง หมดห่วงเรื่องยางระเบิดได้เลย ข้อดีของยางประเภทนี้คือ เป็นยางที่มีน้ำหนักค่อนข้างเบา มีการระบายความร้อนได้ดีกว่ายางธรรมดา ถ้าหากในกรณีที่โดนของมีคมตำ ยางจะไม่มีการระเบิดหรือแตก แต่ลมจะค่อยๆซึมออกไป และสามารถขับต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ในกรณีที่ต้องการอุดรูรั่ว ก็สามารถทำได้เลยโดยที่ไม่ต้องทำการถอดล้อ ส่วนข้อเสียก็คือ หากมีรอยรั่วที่ใหญ่ การปะซ่อมแซมอาจจะเอาไม่อยู่

รอยขนแมว จุดด้อยที่ทำให้ รถมือสอง เก่าไม่สดใส

รอยขนแมว จุดด้อยที่ทำให้ รถมือสอง เก่าไม่สดใส

credit:http://www.carszana.com

 

รอยขนแมว จุดด้อยที่ทำให้ รถมือสอง  เก่าไม่สดใส

 

 

 

 รถมือสอง คือ รถที่ผ่านการใช้งานมาแล้วจากคนอื่น แล้วเราไปซื้อมาใช้งาน เอามาเป็นเจ้าของ ซึ่งมันไม่จำเป็นว่า รถคันนั้นต้องผ่านการใช้จากเจ้าของมาแค่คนเดียว อาจจะผ่านเจ้าของคนซื้อไปใช้มา สองหรือสามราย ก็ยังเรียกว่า… “รถมือสอง” ข้อดีของการ ซื้อรถมือสอง มาใช้งาน ก็คือ มันมีราคาที่ถูกกว่าการไปซื้อรถใหม่ แต่ก็จำเป็นที่เราจะต้องรู้จักเลือกซื้อรถที่มีสภาพดี และเข้าใจในเรื่องการบำรุงรักษา หากดูแลดีๆ รถมือสอง ก็สามารถมีความสวยได้ไม่แพ้ระใหม่ๆ กันเลยทีเดียว และหนึ่งในเรื่องที่ทำให้รถมือสอง ดูเก่า ไม่สวยไม่เก๋เท่ารถใหม่ก็คือ เรื่องของรอยขีดข่วนที่ผิวสีของรถที่เขาเรียกว่า รอยขนแมว ซึ่งมันคือรอยขีดข่วนขนาดเล็ก เป็นเส้นยิบๆ ที่ผิวสีชั้นนอกของรถ ซึ่งหากไม่สังเกตก็อาจจะไม่เห็นถนัด แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อมันมีปริมาณมากๆ มันทำให้สีรถของเราดูหมองไม่สดใส

 

รอยขนแมวเกิดจากอะไร ? รอยขนแมว เป็นรอยขีดข่วนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การเอามือลูบไปมาหรือแม้กระทั่งการล้างรถ ! เนื่องจากระหว่างสิ่งที่เราใช้สัมผัสกับผิวของรถนั้นมีเศษฝุ่นผงขนาดเล็กติดอยู่ เวลาที่เราลูบไปมา ก็เหมือนการกดฝุ่นผงขนาดเล็กแต่มีความแข็งให้ครูดไปกับผิวของรถเราด้วย แต่เนื่องจากรอยมันมีขนาดเล็ก ช่วงแรกๆ ก็จะไม่เห็น อาจจะต้องถึงขั้นใช้ไฟส่องถึงจะรู้ว่ามีรอยเกิดขึ้นแล้ว แต่หากว่าเป็นรถที่ผ่านการใช้งานมานานอย่าง รถมือสอง รอยขีดข่วนขนาดเล็กพวกนี้มันก็จะสะสม เวลามีมากๆ เข้าจะทำให้รถดูมีสีที่หม่นๆ ทึมๆ ลง เกิดจากทั้งชั้นสีด้านนอกที่ขูดเป็นรอย และการสะสมของคราบสกปรกขนาดเล็กที่ติดตามร่องเล็กๆ เหล่านั้น ทำให้รถสีสันไม่สดใส

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือ การขัดลบรอยซึ่งก็ทำได้ เนื่องจากรอยขนแมวเป็นรอยขีดข่วนระดับตื้นๆ ขัดออกได้ไม่ถึงชั้นสีแท้ แต่อย่างไรก็ตาม มันทำให้ชั้นสีมีความบางลง เราต้องลงเคลือบผิวใหม่อีกครั้ง ซึ่งถ้ามีความพร้อมก็ทำเคลือบแก้ว หรือเคลือบเซรามิกทับไปเลยก็จะทำให้สีอยู่ทนและปกป้องรอยขีดข่วนได้ดียิ่งขึ้น เพราะมีชั้นฟิล์มแข็งปกป้องอีกชั้น แต่ก็อาจจะดูมีราคาแพงอยู่บ้างสำหรับ รถมือสอง แต่ก็คุ้มเพราะทำให้รถของเราสวยอยู่ได้ทนนานและมีเกิดรอยขนแมวอีกได้ยาก

 

ขั้นตอนการดูแลรักษารถของทุกๆท่าน

ขั้นตอนการดูแลรักษารถของทุกๆท่าน

credit:http://www.carszana.com

ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ผู้ที่ใช้รถต้องตรวจสอบสภาพก่อนใช้งานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากสภาพของรถผู้ใช้รถจะต้องตรวจสภาพรถ
ต่างๆ ดังนี้

 

 

  • ยาง ดอกยางควรมีมากเพียงพอต่อการยึดเกาะถนนและการทรงตัวที่ดี
    แรงดันของลมยางต้อง เป็นไปตามบริษัทยางกำหนดให้

  • ที่ปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝนตลอดถังพักน้ำ และอุปกรณ์ปัดน้ำฝนต้องอยู่ในสภาพ ใช้งานได้ดี

  • แบตเตอรี่ ตรวจสภาพแบตเตอรี่ และน้ำกลั่นว่าอยู่ระดับที่กำหนด

  • หม้อน้ำ สภาพหม้อน้ำและถังพักน้ำมีน้ำอยู่ตามระดับที่ต้องการเสมอ

  • ใบพัดลมและท่อยาง ตรวจสภาพใบพัดลม และท่อยางน้ำบน – ล่าง
    ยางอุดตาน้ำให้อยู่ใน สภาพใช้งานได้ดี

  • สายพาน ต้องอยู่ในสภาพดีไม่หย่อนมีรอยปริหรือหัก

  • น้ำมันต่าง ๆ ตรวจดูระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเพาเวอร์พวงมาลัย น้ำมันเกียร์อัตโนมัติว่ามี
    น้ำมันอยู่ในระดับที่บริษัทรถแต่ละประเภทกำหนดอยู่

  • เครื่องยนต์ดีเซล ควรตรวจดูไส้กรองน้ำมันโซล่า หรือถอดล้างทำความสะอาดอย่าให้มีน้ำ
    อยู่และควรปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงให้สนิดด้วย

  • ระดับน้ำมันเบรค น้ำมันคลัชท์ ควรตรวจว่าอยู่ในระดับที่ถูกต้องและตรวจการรั่วซึมของ
    วงจรเบรค เช่น บริเวณแม่ปั้มเบรค ลูกยางเบรคแต่ละล้อมีการรั่วซึมหรือไม่

  • ตรวจดูสายไฟแรงสูง (สายหัวเทียน) อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี

  • ระบบสัญญาณ และไฟแสงสว่าง ตรวจด้านหน้ารถและท้ายรถยังอยู่นาภาพที่ใช้งานได้ดี

5 คุณประโยชน์ของเครื่องยนต์เทอร์โบ

5 คุณประโยชน์ของเครื่องยนต์เทอร์โบ

Credit: http://www.carszana.com

 

แต่ในตลาดแถบยุโรปและอเมริกาเป็นที่นิยมมานานแล้ว เนื่องด้วยการเผชิญกับสภาวะต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และความพยายามที่ต้องการลดมลภาวะทางอากาศเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยตลาดรถยนต์ของประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รถยนต์ค่ายยุโรปหลายค่ายต่างเปิดตัวรถยนต์ของตนที่มีเทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวเพื่อการแนะนำและเปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวไทยได้รู้จักและทดลองใช้ แต่ด้วยความใหม่ของเทคโนโลยีจึงส่งผลให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์เหล่านั้นมีราคาที่สูงมาก ทั้งนี้ เอ็มจี ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์ชั้นนำจากประเทศอังกฤษ มีนโยบายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและประหยัดกว่า ปัจจุบัน เอ็มจี ได้ทำการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีระบบการอัดอากาศ หรือ ที่นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เทอร์โบ (Turbo) เข้ามาติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานเพื่อการจำหน่ายในทุกตลาดทั่วโลก

 

 

เทอร์โบ

ประกอบด้วย ชุดเทอร์ไบน์ (Turbine) และคอมเพรสเซอร์ (Compressor) มีลักษณะคล้ายกังหันทั้งสองข้างติดตั้งอยู่บนแกนเดียวกัน และหมุนพร้อมกันตลอด โดยชุดกังหันเทอร์ไบน์จะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอเสียจากห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องยนต์แบบไม่มีเทอร์โบ แก๊สไอเสียจะถูกปล่อยออกทางท่อไอเสียโดยตรง ขณะเดียวกันการอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์แบบที่มีเทอร์โบจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่ไม่มีเทอร์โบ ดังนั้น เครื่องยนต์เทอร์โบจึงมีประสิทธิภาพในการนำอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์ได้ดีกว่าและมีแรงอัดต่อเนื่องมากกว่า การเพิ่มส่วนผสมระหว่างอากาศ-เชื้อเพลิงที่มากขึ้นในห้องเผาไหม้ทำให้มีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ดีกว่า จึงนำมาซึ่งพละกำลังที่สูงขึ้น

 

 

 

 

สรุปคุณประโยชน์ของเทอร์โบ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

 

1. สามารถปรับจูนเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น

 

นอกจากการเลือกใช้เครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับรถยนต์ในแต่ละรุ่นแล้ว การติดตั้งเทอร์โบ และการปรับบูสต์เทอร์โบ ยังเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรสามารถปรับแต่งสมรรถนะการขับขี่ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ที่ช่วยให้การใช้งานในเมืองมีความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มอัตราการเร่งแซงและประหยัดเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันยังสามารถปรับแต่งรถยนต์ให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้น และมีอัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้น สำหรับการขับขี่นอกเมืองได้อีกด้วย โดยรถยนต์ เอ็มจี แต่ละรุ่นมีการออกแบบและปรับจูนเครื่องยนต์และเทอร์โบให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานตามประเภทของรถยนต์ในแต่ละรุ่น ของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย

 

2. เพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์

 

เทอร์โบมีหน้าที่เพิ่มไอดีเข้าสู่เครื่องยนต์ได้มากขึ้น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิการเผาไหม้และเพิ่มพละกำลังของเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องขยายความจุของเครื่องยนต์ โดยเครื่องยนต์ที่ได้รับการติดตั้งเทอร์โบและมีการปรับแต่งอย่างถูกต้องเหมาะสม จะช่วยเพิ่มพละกำลังแรงม้าที่มากกว่าเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แต่ไม่มีเทอร์โบ เช่น NEW MG GS สปอร์ตเอสยูวี ที่สามารถทำอัตราการเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 8.2 วินาที ด้วยขุมพลังเบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร แรงสุด 218 แรงม้า

3. ช่วยลดอัตราการสิ้นเปลือง

 

เพราะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สามารถใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่มาพร้อมเทอร์โบแทนที่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ แต่ยังคงสร้างพละกำลังและแรงบิดได้มากตามเป้าหมาย มีอัตราการเร่งที่ดีเยี่ยมในยามที่ต้องการเร่งแซง ขณะเดียวกันการขับขี่ในชีวิตประจำวันในสภาวะเมืองใหญ่ ท่ามกลางสภาพจราจรที่ติดขัดที่ต้องใช้รอบเครื่องยนต์ต่ำตลอดเวลา และยังไม่ถึงรอบเครื่องยนต์ที่เทอร์โบต้องทำงาน เครื่องยนต์จึงมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งเทียบเท่า หรือ ใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบปกติ เมื่อประกอบกับดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ยุคใหม่ ที่ถูกออกแบบมาตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ยังคงความโดดเด่นสวยงาม ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำ ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดียิ่งขึ้น

4. เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากเทอร์โบจะช่วยเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ให้สูงขึ้นแล้ว เทอร์โบยังช่วยลดมลพิษด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระบวนการเผาไหม้ให้มีความสมบูรณ์และสะอาดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยไอเสียที่มีความสะอาดมากขึ้นนี้ ย่อมหมายถึงการมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ลดลง และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น

 

5. ขับสนุกมากขึ้น และมีความทนทานสูง 

 

ในอดีตที่ผ่านมาการติดตั้งเทอร์โบมักถูกติดตั้งในรถสปอร์ต หรือ รถที่มีสมรรถนะสูงเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันมีการติดตั้งเทอร์โบในรถยนต์นั่งทั่วไปมากขึ้น ซึ่งเทอร์โบจะช่วยเพิ่มแรงบิด เพิ่มอัตราการเร่งที่สูงขึ้น จึงส่งผลให้รถยนต์ที่ติดตั้งเทอร์โบมีการขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ เพิ่มมากขึ้น อีกทั้ง ความฉลาดของสมองกลรถรุ่นใหม่ ยังช่วยให้เครื่องยนต์และเทอร์โบทำงานอย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ อายุการใช้งานยาวนานแม้ต้องเจอกับการใช้งานหนัก

 

 

 

การดูแล รถมือสอง สีขาว ให้ดูสดใสอยู่เสมอ

การดูแล รถมือสอง สีขาว ให้ดูสดใสอยู่เสมอ

Credit: http://www.carszana.com

 

การดูแล รถมือสอง  เรื่องการดูแลรักษา ซึ่งรถสีขาว เป็นรถที่ดูแลได้ง่ายมากกว่ารถสีอื่น เนื่องจากเห็นรอยเปื้อนรอยคราบพวกสนิมน้ำที่เป็นคราบขาวๆ ขุ่นๆ และรอยขีดข่วนบางๆ พวกรอยขนแมว บนผิวสีรถได้น้อย เพราะความขาวและความสว่างพรางอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม รอยเปื้อนและรอยขีดข่วนพวกนี้ในความเป็นจริงมันยังอยู่ และหากทิ้งไว้นานมันก็จะมีผลทำให้สีรถไม่สดใส ยิ่งเป็น รถมือสอง ที่ผ่านการใช้งานมานานก็จะสะสมจนกลายเป็นคราบไคลเหลืองๆ ทำให้รถไม่น่าดู ดังนั้น เราจะต้องจัดการและมีการดูแลสีรถที่ถูกต้อง เพื่อให้รถสีขาวของเรา แม้จะเป็น รถมือสอง มีความสวยสดใสได้นานๆ

 

 

วิธีการดูแล รถมือสอง สีขาว ให้สวยนาน

 

1.       ล้างรถอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของคราบสกปรก ไม่ให้มันกลายเป็นคราบฝังแน่น และหลังจากล้างเสร็จต้องเช็ดรถให้แน่ใจว่าแห้งสะอาดจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดคราบสนิมน้ำ ตรงนี้ต้องเน้น เพราะรถสีขาวสังเกตได้ยาก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นผลสะสมระยะยาวแก้ไขยาก

 

 

2.       ใช้ดินน้ำมันสำหรับทำความสะอาดรถมาถูเพื่อขจัดคราบไคล สามารถหาซื้อได้จากร้านที่ขายอุปกรณ์ดูแลรถชั้นนำ (รถสีอื่นก็สามารถใช้ได้ ไม่แค่ รถมือสอง ที่เป็นสีขาวอย่างเดียว)

 

3.       หลังทำความสะอาดเสร็จควรมีการลงแว็กซ์เคลือบสีรถเพื่อปกป้องสีรถเอาไว้ แต่ให้ระวังการใช้แว็กซ์ที่เรียกว่า คานูบา (Carnuba) เพราะมันยิ่งทำให้รถสีขาวเกิดคราบกลายเป็นสีเหลืองเร็วขึ้นไปอีก อันนี้ต้องดูให้ดีก่อนลงแว็กซ์เคลือบรถ

 

4.       พยายามอย่าจอดรถกลางแจ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดทำร้ายสีรถ แสงแดดที่แรงอย่างในเมืองไทยของเราสามารถทำให้รถมีสีซีดไม่สดใสได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งเป็น รถมือสอง ที่ผ่านการใช้งานมาสีและเคลือบจากโรงงานเริ่มเสื่อมคุณภาพต้องระวังเรื่องนี้

 

5.       เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถ ไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนเล็กๆ พวกรอยขนแมว ซึ่งแม้จะมองไม่เห็น แต่มันจะกลายเป็นที่สะสมของฝุ่นผงขนาดเล็ก นานไปทำให้รถดูมีคราบสีไม่สดใส

 

 

 เป็นวิธีการดูแลรถสีขาว ที่เป็น รถมือสอง ให้มีความสวยสดใสอยู่ได้นานยิ่งขึ้น ต้องทำอย่างสม่ำเสมอแล้วรถของเราจะสวยอยู่ได้นาน

ข้อมูลของ Honda CR-V (ซีอาร์-วี) แต่ละรุ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน CR-V G1-G4

ข้อมูลของ Honda CR-V (ซีอาร์-วี) แต่ละรุ่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน CR-V G1-G4

Credit: http://www.crvclubthailand.com/index.php/topic,5.0.html

 

ฮอนด้า ซีอาร์-วี (อังกฤษ: Honda CR-V) เป็นรถยนต์เอนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก หรือ Compact SUV (SUV ย่อมาจาก Sport Utility Vehicle) ที่ผลิตโดยค่ายรถยนต์ ฮอนด้า มอเตอร์ เริ่มการผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2539 มีชื่อเสียงในฐานะรถเก๋งท้ายกุดขนาดใหญ่ (ไม่มีกระโปรงหลัง) และพร้อมความหรูหราในตัว โดยที่ CR-V เป็นอักษรย่อ ที่ย่อมาจาก “Comfortable Runabout-Vehicle” (ยกเว้นในสหราชอาณาจักร การประชาสัมพันธ์ของฮอนด้าที่นั่นใช้คำว่า “Compact Recreational-Vehicle”)

การผลิตตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน มีการปรับเปลี่ยนโฉมไปตามยุคสมัย แบ่งได้ 4 Generation (รุ่น) ดังนี้

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2539-2544)
รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2544-2549)
รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2549-2554)
รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน)

CR-V Generation 1 (G1) รุ่นที่ 1 พ.ศ. 2539-2544

ซีอาร์-วี รุ่นแรก เปิดตัวในรุ่นปี พ.ศ. 2539 โดยรุ่นแรกนี้ ก่อนการปรับโฉมเล็กน้อย (ไมเนอร์เชนจ์) จะใช้เครื่องยนต์ B20B ขนาด 2000 ซีซี 126 แรงม้า มีระบบเกียร์ 2 ชนิดให้เลือก คือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มีระบบขับเคลื่อน 2 แบบ คือ ขับเคลื่อนล้อหน้า (front wheel drive) และ ขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD)
หลังการปรับโฉมเล็กน้อย (ไมเนอร์เชนจ์) ใน พ.ศ. 2542 ซีอาร์-วี ใช้เครื่องยนต์ B20Z ขนาด 2000 ซีซี 146 แรงม้า โดยที่ฮอนด้าไม่ปรับขึ้นราคาขาย
จากการทดสอบ ซีอาร์-วีรุ่นแรกนี้ มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 9.1 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร เมื่อวิ่งในเมือง และ 10.6 กิโลเมตรต่อลิตร ในการวิ่งต่างจังหวัด
ในประเทศไทย ทางฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เคยนำเข้าซีอาร์-วีมาจำหน่ายในช่วง พ.ศ. 2539-2545 โดยเมื่อไมเนอร์เชนจ์ในปี พ.ศ. 2542 ทางฮอนด้าได้นำมาประกอบในประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ. 2545 จึงเลิกผลิตโฉมนี้

CR-V Generation 2 (G2) รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2544-2549)

ซีอาร์-วี รุ่นที่ 2 ออกแบบโดยมีฮอนด้า ซีวิค รุ่นที่ 7 เป็นต้นแบบ และได้นำเครื่องยนต์หัวฉีด VTEC มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ ทุกรุ่นทุกคลาส ทำให้สามารถมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ประหยัดกว่าเดิม ส่วนเครื่องยนต์ ในประเทศไทยจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2000 ซีซี แต่ในบางประเทศ จะมีเครื่องยนต์ขนาด 2200 และ 2400 ซีซีด้วย
ซีอาร์-วี รุ่นที่ 2 ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Car and Driver ให้เป็นรถ SUV ขนาดเล็กยอดเยี่ยมแห่งปี (Best Small SUV) ประจำปี ค.ศ. 2002 และ 2003

CR-V Generation 3 (G3) รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2549-2554)

ซีอาร์-วี รุ่นที่ 3 ในประเทศไทยมีเครื่องยนต์ 2 ขนาด คือ 2000 ซีซี (150 แรงม้าที่ 6200 รอบ) และ 2400 ซีซี (170 แรงม้าที่ 5800 รอบ) i-VTEC เป็นเครื่องประเภทใกล้เคียงกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นที่ 8 แต่ในยุโรปและในเอเชียบางประเทศ มีเครื่องยนต์ดีเซล 2200 ซีซีขายอยู่ด้วย ระบบขับเคลื่อนมีทั้งแบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ระบบเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติ 5 สปีด

จากการทดสอบพบว่า ฮอนด้า ซีอาร์-วี มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 8.3 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อวิ่งในเมือง และ 11.1 กิโลเมตรต่อลิตรในการวิ่งต่างจังหวัด
ฮอนด้า ซีอาร์-วี มียอดจำหน่าย 9,540 คัน ในปี 2553
ฮอนด้า ซีอาร์-วี มียอดจำหน่าย 6,019 คัน ในปี 2554

CR-V Generation 4 (G4) รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน)

ซีอาร์-วี รุ่นที่ 4 ในประเทศไทยเปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2555 มีเครื่องยนต์ 2 ขนาด คือ 2.0 (155 แรงม้า) และ 2.4 ลิตร (170 แรงม้า) มีระบบเกียร์ 3 ระบบ คือ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และเกียร์ระบบ CVT โดยในประเทศไทยจะมีแค่เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดจำหน่ายเท่านั้น
เดิมทีแล้ว ฮอนด้าประเทศไทยจะมีแผนเปิดตัวซีอาร์-วีรุ่นนี้ในปี พ.ศ. 2554 แต่เนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 ทำให้โรงงานฮอนด้าไม่สามารถประกอบรถยนต์ได้ จึงถูกเลื่อนออกไปเป็นปี พ.ศ. 2555 เช่นเดียวกับฮอนด้า ซีวิค รุ่น FB ซึ่งถูกเลื่อนไปเป็นปี พ.ศ. 2555 เช่นกัน

และในวันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555 ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ 3 ชั้น 5 สยามพารากอน ฮอนด้า ซีอาร์-วีก็ได้เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายใต้สโลแกน “Life will never be the same” แปลเป็นได้ว่า “ชีวิตที่จะไม่เหมือนเดิม”
มีการแบ่งการผลิตซีอาร์-วีออกเป็น 4 รุ่นมาตรฐาน ได้แก่ 2.0 S (2WD): เป็นรุ่นล่างสุด ไม่มีไฟตัดหมอก ไม่มีมือจับประตูโครเมียม ไม่มี Navigator ไฟหน้าโปรเจกต์เตอร์ ล้ออัลลอย 17 นิ้ว ราคา 1,168,000 บาท 2.0 E (4WD): มีอุปกรณ์มาตรฐานเหมือนกับรุ่น 2.0 S แต่จะแตกต่างกันที่ไฟตัดหมอก ล้ออัลลอย 17 นิ้วคนละลาย Bluetooth กล้องส่องภาพด้านหลัง ราคา 1,278,000 บาท 2.4 EL 2WD: มีอุปกรณ์มาตฐานเพิ่มมาจากรุ่น 2.0 E คือ ล้ออัลลอย 18 นิ้ว พร้อม Navigator มือจับประตูโครเมียม ไฟหน้าโปรเจกต์เตอร์แบบ HID ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ ราคา 1,448,000 บาท 2.4 EL 4WD: เป็นรุ่นสูงสุด มีอุปกรณ์มาตรฐานเหมือนกับรุ่น 2.4 EL 2WD แต่จะแตกต่างกันที่ระบบขับเคลื่อน ราคา 1,528,000 บาท หมายเหตุ: เฉพาะสี White Orchid Pearl เพิ่มเงินอีก 12,000 บาท เฉพาะสี Crystal Black Pearl เพิ่มเงินอีก 8,000 บาท


ที่มา : wiki pedia