ขนส่งทางบกจี้เจ้าของรถเร่งติดตั้งระบบGPS Tracking

ขนส่งทางบกจี้เจ้าของรถเร่งติดตั้งระบบGPS Tracking

ข่าวเศรษฐกิจ

หนังสือพิมพ์แนวหน้า — จันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2559 00:00:42 น.

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ“มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” ว่า ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม-16 พฤศจิกายน 2559 มีรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPSTracking ทั้งสิ้น 92,745 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง 4,745 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง10,598 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 30,778 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 19,980 คัน นอกนั้นเป็นรถอื่นๆ

โดยตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดนั้นรถโดยสาร 2 ชั้น ทุกคันต้องติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ GPSภายในรอบปีภาษี 2559 เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น รถลากจูง และรถบรรทุก10 ล้อขึ้นไป ที่ติดตั้ง GPS Tracking ไว้อยู่เดิม ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์ฯ GPS ภายในรอบปีภาษี 2559

“กรมขอให้ผู้ประกอบการขนส่งเร่งดำเนินการติดตั้ง GPS Tracking ตามระยะเวลาที่กำหนด รถที่ฝ่าฝืนจะไม่สามารถดำเนินการต่อทะเบียนได้ ในส่วนของรถที่จดทะเบียนก่อนวันที่ 25 มกราคม 2559ที่ยังไม่ได้ติดตั้ง กรมให้ระยะเวลาดำเนินการโดยรถโดยสารสาธารณะและรถลากจูงต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2560 ส่วนรถบรรทุกไม่ประจำทาง ต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคล ต้องติดตั้งให้เสร็จภายในรอบปีภาษี 2562” นายสนิท กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้GPS” จะสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระยะยาว จากการออกแบบระบบที่มีการควบคุม กำกับ ติดตามพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน ทั้งเรื่องความเร็ว ชั่วโมงการขับรถ การใช้ใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง โดยศูนย์ฯ GPS ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปบริหารจัดการติดตามการเดินรถทุกคันในเครือข่ายตนเองได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งได้อีกด้วย ตลอดจนประชาชนยังสามารถติดตามตรวจสอบการเดินรถทุกคันผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS ได้ หากพบกระทำความผิดกรมจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย

ขนส่งฯเผยรถสาธารณะ-บรรทุกติดGPSแล้วกว่า9.2หมื่นคัน ลดอุบัติเหตุ-ต้นทุนระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพเดินรถ

ขนส่งฯเผยรถสาธารณะ-บรรทุกติดGPSแล้วกว่า9.2หมื่นคัน ลดอุบัติเหตุ-ต้นทุนระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพเดินรถ

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กรมการขนส่งทางบก เดินหน้ามาตรการเพื่อสร้างความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก ตามโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” มีรถติดตั้ง GPS Tracking เชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้วกว่า 92,000 คัน มั่นใจเป็นเครื่องมือในการแก้ไข ป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน การบริหารจัดการเดินรถให้มีประสิทธิภาพและการลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศในระยะยาว

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS”โดยกรมการขนส่งทางบกดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มีเป้าหมายให้รถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งให้บริการบนท้องถนน มีความปลอดภัยและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน รถลากจูง และรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไป ต้องติดตั้ง GPS Tracking พร้อมเครื่องแสดงตัวผู้ขับรถตามระยะเวลาที่กำหนด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2559 จนถึงปัจจุบัน (16 พฤศจิกายน 2559) มีรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 92,745 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง 4,745 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง 10,598 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 30,778 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 19,980 คัน นอกนั้นเป็นรถอื่นๆ

ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด รถโดยสารสองชั้นทุกคันต้องติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS Tracking ภายในรอบปีภาษี 2559 เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น รถลากจูง และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปที่ติดตั้ง GPS Tracking ไว้อยู่เดิม ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์ฯ GPS ภายในรอบปีภาษี 2559 จึงขอให้ผู้ประกอบการขนส่งเร่งดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด รถที่ฝ่าฝืนจะไม่สามารถดำเนินการต่อทะเบียนได้ ในส่วนของรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 25 มกราคม 2559 ที่ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS Tracking กรมการขนส่งทางบกให้ระยะเวลาดำเนินการ โดยรถโดยสารสาธารณะและรถลากจูงต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2560 ส่วนรถบรรทุกไม่ประจำทางต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคลต้องติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในรอบปีภาษี 2562

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS จะสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในระยะยาวของประเทศ จากการออกแบบระบบที่มีการควบคุม กำกับ ติดตามพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน ทั้งในเรื่องความเร็ว ชั่วโมงการขับรถ การใช้ใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้องโดยศูนย์ฯ GPS ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปบริหารจัดการติดตามการเดินรถทุกคันในเครือข่ายตนเองได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งได้อีกด้วย ตลอดจนประชาชนยังสามารถติดตามตรวจสอบการเดินรถทุกคันผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS หากพบพฤติกรรมขับรถเร็วเกินที่กำหนดขับประมาทหวาดเสียวอันตราย บันทึกประวัติผู้ขับรถทุกราย พร้อมประสานผู้ประกอบการให้รับทราบปัญหา เพื่อการปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ หากพบกระทำความผิดกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย โดยการปรับ พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต เพื่อไม่ให้มีการกระทำความผิด ผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยต้องไม่ขับรถเร็วหรือทำงานเกินเวลากว่าที่กฎหมายกำหนด มีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อให้การขับขี่ของผู้ขับรถมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

Save

ตารางเปรียบเทียบ ประกันภัยรถยนต์

เปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์

เปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์

ตาราง เปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ รายละเอียดแต่ละประเภท

กรมธรรม์ประเภท 1
ให้ความคุ้มครองมากที่สุด

  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย
  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย

 

 

* ในกรณีได้รับส่วนลดประวัติดี สามารถรับส่วนลดโดยมีหลักฐานประวัติดีแสดงต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งงาน

กรมธรรม์ประเภท 2
ให้ความคุ้มครองรองลงมาจากประเภทที่ 1

  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย

กรมธรรม์ประเภท 3
ให้ความคุ้มครองเฉพาะบุคคลภายนอก

  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 3

กรมธรรม์ประเภท 4
ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

  • รับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก 100,000 บาท/อุบัติเหตุแต่ละครั้ง

จ่ายเพิ่มอีกนิด จาก พ.ร.บ. คุ้มครองคุ้มค่ากว่าเยอะ
จ่ายค่าเสียหายของทรัพย์สินผู้อื่นแทนท่าน
100,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง
สะดวก หาซื้อง่ายในราคาประหยัด รวดเร็ว เพียงจ่ายเพิ่มอีกนิดจาก พ.ร.บ. จะได้รับความคุ้มครองรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก 100,000 บาท/อุบัติเหตุแต่ละครั้ง ให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ ด้วยความพร้อมของตัวแทน สาขา และศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนทั่วประเทศ

อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 4

กรมธรรม์ประเภท 5
แบบคุ้มครองเฉพาะภัย

แบบ 2+

  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์
  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัยกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก
* กรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกและเป็นฝ่ายผิดจะต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรกต่อความเสียของตัวรถยนต์ผู้เอาประกันภัย ไม่เกิน 2,000 บาท
อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 5

แบบ 3+

  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • ความรับผิดต่อความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัยกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบก
อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 5
ที่มา: http://www.viriyah.co.th

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

กลุ่มแฟนเพจ ของ ฝ่ายบริการลูกค้า ครบุรีประกันภัย

กลุ่มแฟนเพจ ของ ฝ่ายบริการลูกค้า ครบุรีประกันภัย

ครบุรีประกันภัย fanpage QR Code

ลูกค้า และสมาชิกของครบุรีประกันภัย สามารถ เข้าร่วมกลุ่มแฟนเพจ ของ ฝ่ายบริการลูกค้า ครบุรีประกันภัย
>> เพื่อติดตามและรับข้อมูลข่าวสาร โปรโมทชั่นต่างๆ
>> สำหรับสอบถามและปรึกษาปัญหาต่างๆ ผ่านทางแฟนเพจ ตลอด 24 ชั่วโมง

เพียงท่าน scan QR Code ตามรูปหรือ กด เข้าร่วมกลุ่มผ่านลิงค์ด้านล่าง

https://m.facebook.com/KhonBuriPraGanPai/

ขอบคุณค่ะ

กลุ่มไลท์ ของ ฝ่ายบริการลูกค้า ครบุรีประกันภัย เพื่อติดตามและรับข้อมูลข่าวสาร โปรโมทชั่นต่างๆ หรือ สำหรับสอบถามและปรึกษาปัญหาต่างๆ ผ่านทาง line ตลอด 24 ชั่วโมง

กลุ่มไลท์ ของ ฝ่ายบริการลูกค้า ครบุรีประกันภัย เพื่อติดตามและรับข้อมูลข่าวสาร โปรโมทชั่นต่างๆ หรือ สำหรับสอบถามและปรึกษาปัญหาต่างๆ ผ่านทาง line ตลอด 24 ชั่วโมง

Line กลุ่ม ฝ่ายบริการลูกค้า คปภ (ครบุรีประกันภัย)

 

ลูกค้า และสมาชิกของครบุรีประกันภัย สามารถ เข้าร่วมกลุ่มไลท์ ของ ฝ่ายบริการลูกค้า ครบุรีประกันภัย เพื่อติดตามและรับข้อมูลข่าวสาร โปรโมทชั่นต่างๆ หรือ สำหรับสอบถามและปรึกษาปัญหาต่างๆ ผ่านทาง line ตลอด 24 ชั่วโมง

เพียงท่าน scan QR Code ตามรูปหรือ กด เข้าร่วมกลุ่มผ่านลิงค์ด้านล่าง

http://line.me/ti/g/WneT8Hg1Kb

ขอบคุณค่ะ

เตรียมปรับเกณฑ์สอบใบขับขี่ใหม่ ต้องผ่านทฤษฎีเต็ม 100% ผิดข้อเดียวปรับตก !

ที่มา: http://car.kapook.com/view157514.html

สอบใบขับขี่

กรมการขนส่งทางบก เตรียมปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ บังคับผ่านข้อเขียน 50 ข้อ เต็ม 100% จากเดิมผ่านเพียง 45 ข้อ หรือ 90% เพิ่มเวลาอบรมจาก 4 ชั่วโมง เป็น 15 ชั่วโมง พร้อมเล็งฝังชิปในป้ายทะเบียน

วันนี้ (26 กันยายน 2559) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แนะนำให้มีการปรับเกณฑ์เกี่ยวกับออกใบอนุญาตขับขี่รถทุกประเภทให้มีความเข้มข้นมากขึ้น คือ จากเดิมกำหนดเกณฑ์การสอบผ่านไว้ที่ 45 ข้อ หรือ 90% แต่ต่อไปผู้สอบจะต้องทำคะแนนสอบเต็ม 50 ข้อ หรือ 100% จึงจะมีการออกใบอนุญาตขับขี่ให้ โดยจะเน้นหมวดสำคัญ คือความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่เพราะหากเน้นทุกหมวดหลายคนอาจจะมองว่าข้อสอบมีความยากเกินไป และหากแนวคิดดังกล่าวจะนำมาใช้จริงทางเจ้าหน้าที่จะมีการนำตัวอย่างข้อสอบ จำนวน 1,000 ข้อ มาโพสต์ลงเว็บไซต์ของทางกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้ผู้เข้าสอบได้ศึกษาก่อนเข้าสอบจริง

สอบใบขับขี่

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะมีการปรับระยะเวลาในการอบรมก่อนเข้าสอบจากเดิม 4 ชั่วโมง เป็น 15 ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นการอบรมด้านวิชาการ 5 ชั่วโมง และอบรมภาคปฏิบัติ 10 ชั่วโมง ซึ่งคาดว่าจะมีการนำมาบังคับใช้ในปี 2560 ส่วนเรื่องของใบขับขี่นั้น อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะมีการรวมใบขับขี่และประเภทมารวมในใบเดียวกันทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และอาจรวมไปถึงใบขับขี่ส่วนบุคคลที่จะนำมารวมกับใบขับขี่รถรับจ้าง ซึ่งจะมีการกำหนดสัญลักษณ์แยกความแตกต่างระบุไว้บนบัตรแทน

ทั้งนี้ทางกรมการขนส่งฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะนำชิปมาฝังในป้ายทะเบียนรถแบบใหม่ โดยเป็นการนำเทคโนโลยี Radio Frequency Identification (RFID) มาติดในแผ่นป้ายเพื่อส่งสัญญาณไปยังตัวรับสัญญาณเพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของรถและเจ้าของรถ แต่หากมีการปรับใหม่จริงจะต้องเปลี่ยนวัสดุที่นำมาทำป้ายทะเบียนที่ไม่ใช่โลหะเพราะจะเป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณ ซึ่งทางกรมการขนส่งฯ จะดำเนินการติดเสารับ-ส่งสัญญาณตามแยกต่าง ๆ อีกด้วย

ภาพและข้อมูลจาก

9 โรคต้อง `ห้ามขับ` เสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง

9 โรคต้อง `ห้ามขับ` เสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรง

กรมควบคุมโรค เปิด 9 กลุ่มโรคสุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ ควรเลี่ยงการขับรถเด็ดขาด ดังนี้
1. โรคที่เกี่ยวกับสายตาต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม เป็นอุปสรรคด้านการมองเห็นในการขับขี่
2. โรคทางสมอง ที่ยังเป็นไม่มากมีอาการหลงลืม ขับรถหลงทางในบางครั้ง การตัดสินใจช้าและสมาธิไม่ดี
3. โรคหลอดเลือดสมอง ทำให้แขนขาทำงานไม่สัมพันธ์กัน หรือเกิดอาการอ่อนแรง เกร็ง กระตุก
4. โรคพาร์กินสัน
5. โรคลมชัก
6. โรคไขข้อ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการขับรถ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อเท้าอักเสบจากโรคเก๊าต์ โรคกระดูกคอเสื่อม เป็นต้น
7. โรคหัวใจ
8. โรคเบาหวาน และมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้มีอาการหน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า
9. การกินยา ซึ่งบางชนิดมีผลทำให้ง่วงซึมหรือง่วงนอน มึนงง

Save

Save